ดอกเบี้ยลอยตัว จะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่มีโอกาสที่ดอกเบี้ยขาขึ้นจะต่ำกว่าแบบคงที่ได้ ถ้าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงซบเซา โดยแนะนำว่าให้เลือกแบบผสม ที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ในช่วงแรกและลอยตัวในภายหลัง
อัตราดอกเบี้ยลอยตัว MRR MLR MOR ต่างกันยังไง? พอเราดูเอกสารใบเสนอสินเชื่อจากธนาคาร หรือประกาศอัตราดอกเบี้ยประจำเดือน เราจะเห็นตัวย่อดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ทั้ง MRR MLR และ MOR ซึ่งแต่ละประเภทออกแบบมาเพื่อกลุ่มผู้กู้และประเมินสินเชื่อที่แตกต่างกันดังนี้ครับ
1. MRR (Minimum Retail Rate) ดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี MRR คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารใช้เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนใหญ่ใช้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Home Loan) ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้านใหม่ หรือกู้ซื้อที่ดินพร้อมสร้างบ้าน ซึ่ง MRR จะมีความผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศ ถ้าธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ค่า MRR ก็อาจเปลี่ยนตาม ส่งผลให้เงินที่เราผ่อนบ้านในแต่ละเดือนถูกหักไปเป็นดอกเบี้ยมากขึ้น และหักเงินต้นน้อยลง
กลุ่มเป้าหมาย: เจ้าของบ้าน / ลูกค้ารายย่อย
ประเภทสินเชื่อที่พบบ่อย: กู้ซื้อบ้าน / กู้สร้างบ้าน / สินเชื่อส่วนบุคคล
2. MLR (Minimum Loan Rate) ดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี MLR เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่มีประวัติการชำระเงินดีไม่เคยขายหรือชำระช้า ซึ่งมักจะอยู่ในสินเชื่อประเภทเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาการจ่ายคืนที่แน่นอน เช่น การกู้เพื่อทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ หรือทำโรงงาน โดย MLR จะมีอัตราที่ “ต่ำกว่า” MRR เล็กน้อย เพราะธนาคารมองว่าการปล่อยกู้ให้ธุรกิจรายใหญ่มีหลักประกันสูง มีความเสี่ยงต่ำกว่าการปล่อยกู้ให้รายย่อยทั่วไป
กลุ่มเป้าหมาย: ธุรกิจขนาดใหญ่
ประเภทสินเชื่อที่พบบ่อย: เงินกู้ระยะยาว / ลงทุนโครงการขนาดใหญ่
3. MOR (Minimum Overdraft Rate) ดอกเบี้ยสำหรับเงินเบิกเกินบัญชี MOR เป็นดอกเบี้ยที่ใช้สำหรับ เงินเบิกเกินบัญชี หรือวงเงินหมุนเวียนระยะสั้นครับ มักใช้ในกลุ่มเจ้าของธุรกิจ SME หรือผู้รับเหมาก่อสร้างที่ต้องการสภาพคล่องในการซื้อวัสดุก่อสร้าง ก่อนจะเบิกงวดงานจากเจ้าของบ้านได้
ลักษณะพิเศษของ MOR คือธนาคารจะคิดดอกเบี้ยเฉพาะ “ยอดเงินที่เบิกใช้จริง” และคิดเป็นรายวัน เหมาะสำหรับการใช้จ่ายชั่วคราวแล้วรีบคืนเงินเข้าบัญชี แต่อัตราดอกเบี้ย MOR จะสูงที่สุดในทั้ง 3 ประเภทนี้ เพราะธนาคารมีความเสี่ยงในการบริหารจัดการสภาพคล่องที่สูงกว่าครับ
กลุ่มเป้าหมาย: พ่อค้า / SME / ผู้รับเหมา
ประเภทสินเชื่อที่พบบ่อย: วงเงินเบิกเกินบัญชี (OD) / เงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ
คำนวณดอกเบี้ยลอยตัวยังไง? การคำนวณดอกเบี้ยลอยตัวจะใช้วิธีคิดแบบลดต้นลดดอก หรือ Effective Rate ครับ สูตรเบื้องต้นที่เจ้าของบ้านควรจำไว้คือ
[ เงินต้นคงเหลือ × อัตราดอกเบี้ย (%) × จำนวนวันในเดือนนั้น ] ÷ 365 วัน = ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในเดือนนั้น
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเรามีเงินต้นเหลือ 2 ล้าน ค่าดอกเบี้ยลอยตัว ปัจจุบันอยู่ที่ 6% ต่อปี [ 2,000,000 × 6% (0.06) × 30 ] ÷ 365 = 9,863.01 บาท ดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายเดือนนี้จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 บาท และถ้าผ่อนงวดละ 15,000 บาท
15,000 - 9,863.01 = 5,136.99 บาท ดังนั้นเงินที่ผ่อนชำระรายเดือนจะไปตัดเงินต้นแค่ประมาณ 5,000 บาท
ส่องปัจจัยที่ส่งผลให้ดอกเบี้ยลอยตัวปรับขึ้นลง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดอกเบี้ยลอยตัวปรับเปลี่ยนไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ธนาคารพาณิชย์อย่างเดียว แต่เริ่มต้นจาก “ดอกเบี้ยนโยบาย” ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในประเทศ
ดอกเบี้ยนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีการประชุมเพื่อกำหนดดอกเบี้ยนโยบายอยู่เสมอ ถ้ากนง. ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ธนาคารพาณิชย์ก็จะปรับขึ้นดอกเบี้ยลอยตัวตามทันที ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดเงินกู้บ้าน โดยจากข้อมูลอัตราดอกเบี้ยนโยบายย้อนหลัง ของธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถสรุปแนวโน้มและการปรับเปลี่ยนที่สำคัญดังนี้
ช่วงปี 2566: เป็นช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในทิศทาง “ขาขึ้น” ชัดเจน โดย กนง. มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ จากระดับต่ำสุดที่ 0.50% ขึ้นไปที่ 2.50% ทำให้ค่า MRR/MLR ปรับขึ้นตามไปด้วยปี 2567 ถึง ต้นปี 2568: อัตราดอกเบี้ยนโยบายเริ่มทรงตัวที่ระดับ 2.50% ก่อนในช่วงต้นปี 2568 จะเริ่มพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปัจจุบัน (ปี 2569): ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กนง.มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.00% /ปี เพื่อรับมือสภาวะเศรษฐกิจการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ธนาคารต่าง ๆ ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ใช้ดอกเบี้ยแบบลอยตัวครับ
เทคนิคผ่อนบ้านช่วงดอกเบี้ยลอยตัวขาขึ้นให้หมดไว ในช่วงที่เทรนด์ดอกเบี้ยลอยตัวกำลังขยับขึ้น การผ่อนแค่ยอดขั้นต่ำตามที่ธนาคารกำหนดอาจทำให้เพื่อน ๆ ต้องผ่อนบ้านนานขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นน้องน่าอยู่ ได้หยิบยกเทคนิคที่จะช่วยให้ทุกคนผ่อนบ้านให้หมดไว ๆ มาฝากครับ
โปะบ้านเพิ่มเพื่อลดเงินต้น หลายคนคงสงสัยว่าโปะบ้านดีกว่าจ่ายค่างวดปกติยังไง? ไหนจะต้องใช้เงินก้อนเพื่อมาโปะบ้าน แต่การคิดดอกเบี้ยบ้านจะเป็นแบบลดต้นลดดอก การจ่ายเพิ่มจากค่างวดปกติเล็กน้อยและทำสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดเงินต้นได้เร็วครับ และพอเงินต้นลดลง ดอกเบี้ยในงวดต่อไปที่คิดจากดอกเบี้ยลอยตัวก็จะลดลงตามไปด้วย
การรีไฟแนนซ์ หรือ รีเทนชัน เมื่อครบ 3 ปี เมื่อเราผ่อนบ้านไปครบ 3 ปี หรือตามที่สัญญาระบุ ค่าดอกเบี้ยลอยตัวมักจะปรับตัวสูงขึ้น แนะนำให้ลองดูข้อมูลการทำ รีเทนชั่น (Retention) และ รีไฟแนนซ์ (Refinance) เพื่อย้ายธนาคารไปรับโปรโมชั่นดอกเบี้ยต่ำใหม่ หรือขอลดหย่อนดอกเบี้ยกับธนาคารเดิมครับ
บทส่งท้าย การรู้ประเภทของดอกเบี้ยลอยตัวจะช่วยให้เรารู้จักวางแผนและปรับตัวเพื่อรับมือกับประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยจากธนาคารได้ง่ายขึ้น ซึ่งการบริหารจัดการหนี้บ้านที่ดี เริ่มต้นจากการมีความรู้ความเข้าใจว่าดอกเบี้ยบ้านคืออะไร และการหมั่นตรวจสอบสัญญาสม่ำเสมอครับ
และใครที่กำลังหาบ้านใหที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว , บ้านแฝด , คอนโด และทาวน์โฮม สามารถเข้ามาหาข้อมูลและใช้เครื่องมือคำนวณสินเชื่อบ้านขอนแก่น เพื่อวางแผนงบประมาณได้ที่เว็บไซต์ “น่าอยู่” แหล่งรวมความรู้และประกาศขายบ้านแบบครบวงจร
คำถามที่พบบ่อย 1. กู้บ้านแบบไหนดี ระหว่างดอกเบี้ยลอยตัวกับคงที่ ? Answer: ถ้าต้องการความแน่นอนในขณะที่เศรษฐกิจมีความผันผวน “ดอกเบี้ยคงที่” จะปลอดภัยกว่าครับ แต่ถ้าเพื่อน ๆ มีแผนจะปิดหนี้ไว ๆ หรือดอกเบี้ยในตลาดมีแนวโน้มลดลง “ดอกเบี้ยลอยตัว” อาจให้ความคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
2. ทำไมดอกเบี้ย MRR แต่ละธนาคารไม่เท่ากัน ? Answer: เพราะแต่ละธนาคารมีต้นทุนทางการเงินและการบริหารความเสี่ยงไม่เท่ากัน ธนาคารขนาดใหญ่เลยอาจมีค่า MRR ต่ำกว่า เพราะมีฐานเงินฝากเยอะ
3. ดอกเบี้ยลอยตัวเปลี่ยนเป็นดอกเบี้ยคงที่ระหว่างสัญญาได้ไหม ? Answer: โดยปกติธนาคารจะไม่ให้เปลี่ยนระหว่างสัญญาครับ เว้นแต่จะครบกำหนด 3 ปี แล้วทำรีเทนชั่นบ้าน หรือรีไฟแนนซ์ไปยังธนาคารใหม่ที่มีแพ็กเกจดอกเบี้ยคงที่ให้เลือกครับ