ตัวอย่าง 1: น้องน่าอยู่เป็นพนักงานประจำบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือน 17,500 บาท เมื่อยื่นภาษี 2569 ต้องเสียภาษีกี่บาท
วิธีคิด รายได้ทั้งหมด 17,500 x 12 = 210,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 210,000 - 60,000 = 150,000 บาท
คำตอบ รายได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
___________________________________________________
ตัวอย่าง 2: น้องน่าอยู่เริ่มทำงานเดือนมีนาคม 2568 ได้รับเงินเดือน 30,000 บาท เมื่อยื่นภาษี 2569 ต้องเสียภาษีกี่บาท
วิธีคิด รายได้ทั้งหมด 30,000 x 10 = 300,000 บาท
หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 300,000 - 60,000 = 240,000 บาท
รายได้สุทธิอยู่ที่ 240,000 เสียภาษีที่ 5% ของรายได้
ขั้นบันไดภาษี:
> 0 – 150,000 → 0%
> 150,001 – 300,000 → 5%
1. ส่วนแรก 150,000 บาท อยู่ในขั้น 0% → เสียภาษี 0 บาท
2. ส่วนที่เกิน คือ 240,000 – 150,000 = 90,000 บาท
ดังนั้น ส่วนนี้ต้องเสียภาษีอยู่ในขั้น 5% → เสียภาษี 90,000 × 5% = 4,500 บาท
*ไม่ใช่เอา 240,000 × 5% เพราะส่วนที่ 0–150,000 บาท ไม่เสียภาษีนั่นเอง
อัปเดตค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569

สำหรับใครที่กำลังวางแผนลดหย่อนภาษีในปี 2569 ลองมาอัปเดตรายการลดหย่อนล่าสุดกันสักหน่อย เพราะแต่ละปีก็มีกฎเกณพ์และเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป การรู้ข้อมุลก่อนใครจะช่วยให้คุณใช้สิทธิ์ได้เต็มที่ ไม่พลาดการขอคืนภาษี และวางแผนการเงินได้คุ้มค่าที่สุด มาตรวจเช็คสิทธิ์ และวางแผนภาษีให้ทันเวลาไปพร้อมๆ กันเลย
1. ค่าลดหย่อนพื้นฐาน
เป็นหมวดหมู่ที่ทุกคนได้ใช้สิทธิ์อย่างแน่นอน ไม่ข้อใดก็ข้อหนึ่งในนี้ อย่าลืมเช็คเงื่อนไขให้ดีก่อนยื่นยื่นภาษี 2569
- ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท
ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย - ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ไม่เกินท้องละ 60,000 บาท
ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง - ค่าลดหย่อนบุตร หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท/บุตร 1 คน
แต่หากเป็นบุตรคนที่สองขึ้นไปและเกิดตั้งแต่ปี 2561 ขึ้นไป จะหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท/บุตร 1 คน และบุตรต้องไม่มีเงินได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปในปีภาษีนั้น - ค่าลดหย่อนบิดามารดา 30,000 บาท/คน
และหักลดหย่อนได้สำหรับพ่อแม่ของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้อีกคนละ 30,000 บาท
เงื่อนไขพ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้ในปีที่ใช้สิทธิ์ ไม่เกิน 30,000 บาท - ค่าอุปการะคนพิการ หรือคนทุพพลภาพ 60,000 บาท/คน
เงื่อนไขบุคคลทุพพลภาพ หรือผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้น
ซึ่งคนพิการที่คุรดูแลต้องมีบัตรประจำตัวคนพิการ และรุบะชื่อคุณเป็นผู้ดูแลในบัตร
2. ค่าลดหย่อนเพื่อการประกัน
การทำประกันนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง ลดภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เป็นเงินสำรองไว้ใช้หลังเกษียณแล้ว ยังมีประโยชน์สามารถนำไปลดหย่อนภาษีในแต่ละปีได้อีกด้วย ประกันที่เข้าเงื่อนไขนำไปลดหย่อนภาษีได้มีดังนี้
- ประกันสังคม อัตราเงินสมทบประกันสังคม ม.33 อยู่ที่ 5% ของเงินเดือน (เพดานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท) แต่ถ้าเป็นผู้ประกันตน ม.39 อัตราเงินสมทบ 432 บาท/เดือน หรือเท่ากับ 5,184 บาท/ปี
- เบี้ยประกันชีวิต ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี
ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 10,000 บาท โดยประกันชีวิตที่จะลดหย่อนได้ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และทำประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น - เบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท/ปี
เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี - เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท/ปี
ซึ่งพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี - เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี
และต้องไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนเพื่อการออมและลงทุน
การออม-ลงทุน ถือเป็น “การใช้จ่ายเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน” ถ้าคนไทยลงทุนหรือออมเงินในเครื่องมือที่มีระยะเวลาผูกพันและชัดเจน รัฐบาลจะให้สิทธิ์ ลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้ประชาชนเก็บออมเอง ลดภาระพึ่งพิงสวัสดิการของรัฐในอนาคต และช่วยให้มีเงินสำรองยามเกษียณ
- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หักลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว ไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
- กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดได้ไม่เกิน 100,000 บาท
หมายเหตุ: เฉพาะปี 2567-2569 ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท)
ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นไป หากใครต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากกองทุน SSF, RMF หรือ Thai ESG จะต้องแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิให้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ซื้อหน่วยลงทุนทราบ โดยกรมสรรพากรจะยอมรับหลักฐานการซื้อหน่วยลงทุนจาก บลจ.โดยตรง แทนการยื่นหนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุนจากผู้ถือหน่วยลงทุนแบบเดิม
นอกจากนี้ ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องแจ้งขอใช้สิทธิทุกปี เพียงแจ้งความประสงค์ครั้งเดียวก็สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีกับบลจ.ที่ซื้อหน่วยลงทุนได้ต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
4. หมวดค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ
ค่าลดหย่อนในกลุ่มนี้รัฐบาลจะออกนโยบายมาเพื่อกระตุ้นเศรฐกิจในแต่ละปี ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปตามสถาณการณ์เศรกิจของปีนั้นๆ
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย ไม่เกิน 100,000 บาท
ต้องเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากในประเทศ - โครงการ “Easy E-Receipt” สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท
สำหรับปีภาษี 2568 ต้องนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายในรูปแบบ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ที่ได้ในช่วงวันที่ 16 มกราคม 2567 - 28 กุมภาพันธ์ 2568 มาลดหย่อน โดย - ซื้อสินค้าหรือรับบริการตามจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท จากผู้ประกอบการที่ออกใบเสร็จค่าใช้จ่ายในรูปแบบ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ได้
- หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท ในกรณี
- ซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน
- ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริมการเกษตร
- ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่อสังคม
5. ค่าลดหย่อนจากการบริจาค
แทนที่จะต้องจ่ายภาษีเต็มจำนวน การบริจาคก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เปลี่ยน “เงินภาษี” ให้กลายเป็นการสนับสนุนสิ่งดีๆ ที่เราต้องการเห็นในสังคม นอกจากได้บุญแล้วยังได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย
- เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดเงินบริจาค โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอย่างอื่น
- เงินบริจาคทั่วไป เช่น บริจาคเพื่อสาธารณกุศลให้แก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนอย่างอื่น โดยตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การบริจาคให้แก่ วัดวาอาราม รวมทั้ง มูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์การต่าง ๆ เพื่อหักลดหย่อนภาษีต้องดำเนินการผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) เท่านั้น
- เงินบริจาคให้พรรคการเมือง ลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ขั้นตอนการยื่นภาษี 2569 ออนไลน์

เมื่อเราทราบเกี่ยวกับขั้นบันไดภาษีที่ต้องจ่าย และรายละเอียดรายการลดหย่อนภาษีในหมวดต่างๆ แล้ว ต่อไปมาดูขั้นตอนการยื่นภาษี 2569 ผ่านทางออนไลน์ และการขอคืนภาษีแบบง่ายๆ ไปพร้อมกับน้องน่าอยู่กันเถอะ
- รวบรวมรายได้ทุกประเภทที่ได้รับตลอดทั้งปีภาษี เช่น ถ้าต้องการยื่นภาษีในปีภาษี 2568 ให้รวบรวมรายได้ที่ได้รับทั้งหม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2568 ให้เรียบร้อย และตรวจสอบใบ 50 ทวิ หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ถูกต้อง
- เข้าไปที่เว็บไซต์สำหรับยื่นภาษี https://efiling.rd.go.th/rd-cms/
- สำหรับคนที่ยื่นภาษีครั้งแรกให้ลงทะเบียนให้ก่อน และคนที่เคยยื่นภาษีแล้ว สามารถลงชื่อเข้าในระบบได้เลย
- กรอกข้อมูลส่วนตัว รายได้ และค่าลดหย่อนตามสิทธิ์ต่างๆ ให้ครบถ้วน
- ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง และกดยืนยันการยื่นแบบ
- ในการกรณีที่มีค่าลดหย่อน หรือหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เกินที่จ่ายจริง สามารถกดขอคืนภาษีได้ วิธีขอคืนภาษี
- ในกรณีที่หักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยกว่าภาษีที่ต้องจ่ายจริง ต้องจ่ายภาษีส่วนที่ขาดเพิ่มเติมด้วย
6. เมื่อทำการยื่นภาษีเรียบร้อยแล้ว อยากเช็คว่าสถานะการคืนภาษีของเราอยู่ในขั้นตอนไหน สามารถดูได้ที่ My Tax Account
7. หากผลการพิจารณาขอคืนภาษีเรียบร้อยแล้ว จะได้รับเงินคืนภาษีผ่านบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ไว้กับเลขบัตรประชาชน
วางแผนยื่นภาษี 2569 ให้คุ้มค่า โดยไม่เพิ่มภาระเสี่ยง

หลายคนตั้งใจซื้อลดหย่อนภาษี เพื่อให้จ่ายภาษีน้อยลง แต่ถ้าเลือกไม่รอบคอบก็อาจกลายเป็น ภาระทางการเงินมากกว่าจะเป็นประโยชน์แก่ตนเอง มาเช็คกันว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนี้ไหม
- ซื้อประกันเบี้ยสูง และผ่อนส่งระยะยาว: เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายทุกปีอาจกลายเป็นภาระ หากปีหน้ารายได้ไม่แน่นอน หรือต้องตกงานดังนั้นควรพิจารณาให้รอบคอบว่า
เรามี กระแสเงินสด เพียงพอรองรับภาระผูกพันในอนาคตหรือไม่
หากรายได้หายไป ยังมีเงินสำรองหรือไม่
เลือกลงทุนหรือลดหย่อนที่ ยืดหยุ่น กว่า เช่น กองทุน SSF ที่ลงทุนปีต่อปีก็ได้ ไม่ต้องผูกพันทุกปี
- ทุ่มซื้อกองทุนช่วงปลายปี: แม้จะได้สิทธิลดหย่อนทันที แต่การรีบซื้อจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ทำให้ไม่ได้กระจายความเสี่ยง และควรวางแผนเรื่องระยะเวลาให้คำสั่งมีผลทันก่อนวันสิ้นปี
- การวางแผนใช้สิทธิ์ Easy E-Receipt: หลายคนมักจะซื้อของขวัญให้ตนเอง หรือคนรอบข้างในในเดือนธ.ค. ซื้อของเข้าบ้านก่อนปีใหม่ ลองเลื่อนแผนการซื้อของชิ้นใหญ่มาอยู่ช่วงต้นปีที่มีนโยบาย Easy E-Receipt แทน จะช่วยให้ใช้สิทธิ์ได้คุ้มค่ายิ่งขึ้น
บทสรุป
รีบตรวจสอบรายได้ เตรียมเอกสาร และวางแผนลดหย่อนภาษีของคุณให้พร้อม การวางแผนภาษีล่วงหน้าไม่เพียงช่วยให้ได้รับเงินคืน แต่ยังลดความเสี่ยงทางการเงิน เช่น ภาระประกันระยะยาวหรือการทุ่มซื้อกองทุนในช่วงปลายปี น้องน่าอยู่ขอแนะนำทุกคนให้วางแผนให้รอบคอบ เลือกใช้สิทธิ์ลดหย่อนที่ยืดหยุ่น กระจายการลงทุน และอย่าลืมใช้สิทธิ์ Easy E-Receipt ในช่วงต้นปี เพื่อให้ทุกบาทที่จ่ายไปคุ้มค่า
สำหรับใครที่กำลังมองหาบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, คอนโดและทาวน์โฮม สามารถเข้ามาเลือกชมได้ที่เว็บไซต์น่าอยู่ นอกจากนี้ยังมีสาระน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับบ้านที่น่าสนใจมาให้ทุกคนได้ติดตามกันอีกด้วยนะครับ
บทความแนะนำ
มาวางแผนภาษีกันเถอะ! เคล็ดลับทำยังไงให้มีเงินเก็บ
วิธีเช็คภาษีย้อนหลัง ทำยังไง ต้องเสียค่าปรับไหม?
ภาษีคํานวณหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร 3%, 5% ต่างกันอย่างไร หักเมื่อไร