กรณีที่มีภาระผ่อนบ้านอย่างเดียว ผ่อนเงินกู้ซื้อบ้านไม่ควรเกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน เช่น รายได้ต่อเดือน 20,000 บาท ยอดเงินผ่อนต่อเดือนไม่ควรเกิน 10,000 บาท
กรณีที่มีภาระผ่อนอย่างอื่นด้วย ผ่อนเงินกู้ซื้อบ้านไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ต่อเดือน เช่น รายได้ต่อเดือน 20,000 บาท ยอดเงินผ่อนต่อเดือนไม่ควรเกิน 6,000 บาท
เดินบัญชีธนาคารให้สวย
ในการกู้เงินซื้อบ้านอีกปัจจัยหนึ่งที่ธนาคารพิจารณา คือ รายการเคลื่อนไหวบัญชีของผู้กู้ หากมีรายการเดินบัญชีที่ดีก็เป็นเหมือนเครื่องการันตีได้ว่าผู้ขอกู้มีกำลังพอที่จะคืนหนี้ให้กับธนาคาร การเดินบัญชีที่ดีสามารถทำได้โดยการมีเงินฝากเข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอและมีการถอนออกอย่างเหมาะสม หากมีการวางแผนการเงินที่ดีก็จะเพิ่มโอกาสในการผ่านพิจารณากู้มากขึ้น
เคลียร์หนี้ให้หมด
ก่อนจะยื่นกู้ซื้อบ้าน ผู้กู้ควรเคลียร์ภาระหนี้สินให้หมดก่อน เพราะหากมีภาระหนี้สินอยู่จะทำให้มีวงเงินกู้เงินซื้อบ้านต่ำลง และธนาคารอาจมองว่าเรามีภาระหนี้สินเยอะ ซึ่งส่งผลต่อการพิจารณา อาจทำให้ไม่ผ่านการอนุมัติได้
2. เปรียบเทียบสินเชื่อกู้ซื้อบ้านของแต่ละธนาคาร

ในการกู้บ้านสิ่งสำคัญที่ผู้กู้ควรเข้าใจคือเรื่อง อัตราดอกเบี้ย เพราะจะช่วยให้ผู้กู้วางแผนการเงินได้อย่างรอบคอบ ซึ่งแต่ละธนาคารมีอัตราดอกเบี้ยในการกู้เงินซื้อบ้านแตกต่างกันออกไปตามเงื่อนไข โดยอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้
- อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่มีการกำหนดไว้ตายตัวตลอดช่วงระยะเวลาที่ได้ตกลงกับธนาคารไว้ ทำให้จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนมีความคงที่
- อัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่ไม่มีค่าแน่นอน อาจมีการปรับขึ้นหรือลงตามภาวะเศรษฐกิจ และอิงตามต้นทุนทางการเงินของธนาคาร อาจมีความเสี่ยงทำให้จำนวนเงินที่ต้องชำระในแต่ละเดือนมีความเปลี่ยนแปลง
- อัตราดอกเบี้ยปรับคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา คือ อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้คงที่แต่จะมีการปรับเปลี่ยนตามรอบเวลาที่แน่นอน เช่น มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในทุก 5 ปี ทุก 10 ปี โดยอัตราดอกเบี้ยจะมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้
- อัตราดอกเบี้ยแบบผสม คือ อัตราดอกเบี้ยที่มีการผสมกันในสามรูปแบบที่กล่าวไปข้างต้น เช่น ในช่วง 3 ปีแรกธนาคารจะมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ไว้ต่ำ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้กู้ขอสินเชื่อ แต่เมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 มีการปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งบางธนาคารอาจมีการกำหนดเพดานดอกเบี้ยเอาไว้เพื่อให้ผู้กู้มั่นใจว่าดอกเบี้ยจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นไปกว่าเพดานที่กำหนดไว้ เป็นการช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้กู้ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ละธนาคารให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านและค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน เราต้องคำนวณและตรวจสอบว่าข้อเสนอของธนาคารไหนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา
3. เตรียมเอกสารกู้ซื้อบ้านให้พร้อม

หลังจากวางแผนการเงินและศึกษาเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเลือกสินเชื่อธนาคารที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว สิ่งสำคัญต่อมา คือ การเตรียมเอกสารให้พร้อม ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาให้ธนาคารและสถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อกู้บ้าน มีดังนี้
เอกสารส่วนตัว
เป็นเอกสารส่วนตัวที่แสดงตัวตนว่าผู้กู้คือใคร อาศัยอยู่ที่ใด โดยมีเอกสารที่ต้องเตรียม ดังนี้
- บัตรประจำตัวประชาชน/บัตรข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ
- ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณบัตร/ใบแจ้งความแยกกันอยู่ (ถ้ามี)
- ใบเปลี่ยนชื่อ หรือชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
- สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส (ถ้ามี)
เอกสารแสดงรายได้
เป็นเอกสารที่แสดงรายได้และเป็นการแสดงถึงศักยภาพของผู้กู้ว่ามีความสามารถในการผ่อนชำระกู้บ้าน ซึ่งเอกสารที่ต้องเตรียมมีความแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของอาชีพ
กรณีประกอบอาชีพประจำ ต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- หนังสือรับรองเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนแบบใช้สวัสดิการของหน่วยงาน
- สลิปเงินเดือนหรือหลักฐานการรับเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน
- สมุดบัญชีแสดงรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
กรณีประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- สำเนาทะเบียนการค้า ทะเบียนพาณิชย์ หรือหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
- สมุดบัญชีแสดงรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 12 เดือน
- รายชื่อผู้ถือหุ้น
- หลักฐานการเสียภาษีเงินได้
- รูปถ่ายกิจการ 4-5 ภาพ
กรณีประกอบอาชีพอิสระ ต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- สมุดบัญชีแสดงรายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
- ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก เป็นต้น
เอกสารหลักประกัน
เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าหลักทรัพย์ที่เราต้องการนำเงินไปกู้คืออะไร มีมูลค่าเท่าไหร่ หากการกู้มีปัญหา ธนาคารจะยึดเพื่อขายนำเงินมาชำระหนี้ ซึ่งเอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- สำเนาโฉนดที่ดินหรือหนังสือแสดงสิทธิห้องชุด
- สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญามัดจำ
- แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของหลักประกัน
- รูปถ่ายของหลักประกัน
4. ยื่นเอกสารและรอฟังผลกู้ซื้อบ้าน
หลังจากยื่นเอกสารกู้ซื้อบ้านกับทางธนาคารแล้ว จะต้องรอผลการพิจารณาซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร หากเป็นคนที่มีความมั่นคงทางการเงิน ธนาคารก็สามารถอนุมัติวงเงินกู้ซื้อบ้านได้มาก แต่หากเป็นคนที่ไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ธนาคารอาจปฏิเสธคำขอกู้บ้านหรืออาจไม่ให้วงเงินและดอกเบี้ยตามที่เราต้องการ
5. ทำสัญญากู้ซื้อบ้านและโอนกรรมสิทธิ์

หลังจากได้รับอนุมัติการกู้เงินซื้อบ้านจากธนาคารแล้ว ต้องทำสัญญากู้กับธนาคารภายใน 45 วัน หากพ้นกำหนดนี้อาจต้องทำการพิจารณาสินเชื่อใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องคอยติดตามผลการอนุมัติเสมอ จากนั้นจะเป็นการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านซึ่งจะมีผู้ซื้อ ผู้ขาย และธนาคาร เข้าไปทำเรื่องการซื้อขายและจดจำนองที่สำนักงานที่ดินอำเภอ
บทสรุป
จบกันไปแล้วกับ 5 ขั้นตอนเตรียมตัวกู้ซื้อบ้านง่าย ๆ ให้ผ่านฉลุย จะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อนอะไรเลย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ที่เตรียมตัวกู้ซื้อบ้านหรือใครหลายคนที่กำลังศึกษาเรื่องกู้ซื้อบ้านอยู่จะมีความเข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการกู้บ้านมากขึ้นนะครับ
สำหรับใครที่กำลังมองหาซื้อโครงการบ้านใหม่ สามารถเข้าไปเลือกดูและเช็คราคา โปรโมชั่นต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ขอนแก่นน่าอยู่ได้เลยนะครับ
หรือใครที่กำลังมองหาซื้อที่ดินขอนแก่นอยู่ สามารถเข้ามาเลือกชมประกาศซื้อขายที่ดินขอนแก่นได้ที่เว็บไซต์ขอนแก่นน่าอยู่ แหล่งรวมประกาศขายที่ดินสวย ๆ ทำเลฮิตในขอนแก่นกว่า 400 แห่ง และยังมีสาระน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินที่น่าสนใจมาให้ทุกคนได้อ่านกันอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก
กดติดตาม "ขอนแก่นน่าอยู่" เพื่อ หาบ้านมือ 1, หาคอนโด, บ้านมือ 2, ที่ดิน รวมถึงหาเช่า/หอพักทั่วเมืองขอนแก่นเพิ่มเติมได้ที่บนเว็บไซต์